การล้างกระเพาะอาหาร  (Gastric  lavage)               

     การล้างกระเพาะอาหาร  (Gastric  lavage)  เป็นการสวนล้างกระเพาะอาหาร  โดยการใส่สายยางที่มีขนาดใหญ่เข้าไปในกระเพาะอาหาร  ล้างด้วยของเหลวที่เหมาะสมซึ่งโดยทั่วไปนิยมใช้  0.9% NSS  ในกรณีที่รู้ว่าผู้ป่วยได้รับสารพิษชนิดใดก็จะเลือกใช้สารละลายแก้พิษ  (Antidote)  เข้าไปล้าง  การล้างกระเพาะอาหารจะได้ประโยชน์สำหรับผู้ป่วยที่กินสารพิษเข้าไปไม่เกิน  4  ชั่วโมง  นอกจากนี้ในกรณีที่กินสารพวก  salicylate , tricyclic  antidepressant  และ  antispasmodic  การล้างกระเพาะอาหารจะยังเป็นประโยชน์ภายหลังจากกินสารเหล่านี้เข้าไปนานถึง  12  ชั่วโมง          

    

  วัตถุประสงค์                               

1.  เพื่อขจัดสารหรือยาพิษที่ดื่มเข้าไป                               

2.  เพื่อการวินิจฉัยเลือดออกในกระเพาะอาหารและการห้ามเลือด                               

3.  เพื่อล้างกระเพาะอาหารสำหรับการตรวจโดยการส่องกล้อง            

   

การเตรียมผู้ป่วย                               

 ·  ในกรณีที่ผู้ป่วยรู้สึกตัว  ก่อนล้างกระเพาะอาหารจะต้องอธิบายให้เข้าใจถึงวิธีการล้างกระเพาะอาหารอย่างง่าย ๆ  และขอความร่วมมือในการปฏิบัติ  ถอดฟันปลอมและตรวจภายในช่องปากว่ามีฟันโยกคลอนหรือไม่  เพื่อป้องกันฟันปลอมหลุดเข้าไปอุดตันในทางเดินหายใจได้                               

 ·  ในกรณีที่ผู้ป่วยไม่รู้สึกตัวจะต้องใส่  endotracheal  tube  ชนิดที่มีลูกโป่งเพื่อป้องกันการสำลัก  และใส่เครื่องถ่างปากเพื่อป้องกันผู้ป่วยกัดสาย  เตรียมอุปกรณ์สำหรับล้างกระเพาะอาหาร  เครื่องดูดเสมหะระบบสุญญากาศ  จัดให้ผู้ป่วยนอนตะแคงซ้าย  จัดเตียงให้เอียงต่ำทางด้านศีรษะประมาณ  15  องศา  ท่านี้จะช่วยป้องกันน้ำที่ใช้ล้างไหลลงสู่ลำไส้เล็กและลดการไหลย้อนของน้ำที่ใช้ล้างเข้าไปในหลอดลม     

          

อุปกรณ์  โดยทั่วไปอุปกรณ์ในการล้างกระเพาะอาหารมีดังนี้                               

1.  ชุดสวนล้างกระเพาะอาหารปลอดเชื้อ  ประกอบด้วย                                               

·  Syringe  สวนล้าง                                               

·  ชามรูปไต  (500  มิลลิลิตร)  1  ใบ                               

2.  น้ำยาที่ใช้ในการสวนล้าง  ชนิดของน้ำยาขึ้นอยู่กับแผนการรักษาของแพทย์  เช่น  NNS                               

3.  ถังน้ำสำหรับใส่สิ่งตกค้าง                               

4.  หูฟัง  (Stethoscope)                               

5.  ผ้ากันเปื้อน                               

6.  ถุงมือสะอาด                 

วิธีปฏิบัติ                               

1.  อธิบายให้ผู้ป่วยเข้าใจเกี่ยวกับวัตถุประสงค์  และวิธีทำ                               

2.  เตรียมอุปกรณ์มาที่เตียงผู้ป่วย                               

3.  ล้างมือให้สะอาด  ใส่ถุงมือสะอาด                               

4.  จัดให้ผู้ป่วยนอนในท่า  Semi – Fowler’ s position                               

5.  คลุมผ้ากันเปื้อน                               

6.  ทดสอบดูว่าปลายสายให้อาหารอยู่ในกระเพาะจริง  ถ้ายังไม่ได้ใส่สายให้อาหารให้ใส่ก่อนและทดสอบ                               

7.  ต่อ  Syringe  สวนล้างกับสายให้อาหารดูดเอาสิ่งตกค้างในกระเพาะอาหารออกให้หมดใส่ในชามรูปไต  หรือ  ภาชนะที่เตรียมมาเพื่อส่งตรวจ                               

8.  รินน้ำยาใส่ชามรูปไตใช้  Syringe  สวนล้างดูดน้ำยาครั้งละประมาณ  30 50  มิลลิลิตร  หรือตามคำสั่งการรักษา  ยกให้สูงกว่ากระเพาะอาหาร  ให้น้ำยาไหลช้า ๆ ตามแรงดึงดูดของโลก  (ไม่ใช่วิธีดันน้ำยาเข้าไปในสายให้อาหาร)  จำนวนของสารละลายที่ใช้ล้างในกระเพาะอาหารของผู้ป่วยแต่ละคนแตกต่างกันระหว่าง  250 500  มิลลิลิตร  และในแต่ละครั้งก็ใส่สารละลายลงไปได้ถึงครั้งละ  500  มิลลิลิตร  เพราะอาจทำให้เกิดการไหลย้อนทางหลอดอาหารเข้าสู่หลอดลมได้  หรืออาจดันให้สิ่งตกค้างหรือสารพิษไหลลงสู่ลำไส้เร็วขึ้น                               

9. ดูดสิ่งตกค้างออกช้าๆจนหมดจึงใส่น้ำยาลงไปล้างใหม่ทำเช่นนี้จนกว่าน้ำที่ออกมาสะอาด  ไม่มีสารใดๆ ปรากฏให้เห็น  ถ้าสายยางเกิดการอุดตันขึ้น เช่น มีเศษอาหารหรือเม็ดยาอุดตันให้ยก syringe ใส่สารละลายให้สูงขึ้นให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อให้มีแรงดันให้สิ่งอุดตันนั้นหลุดออกมาอยู่ในกระเพาะอาหาร  หรือใช้วิธีการบีบรูด (Milking)  สายยางหรือใช้ syringe ดัน ถ้าไม่สำเร็จต้องดึงสายยางแล้วใส่ใหม่                               

10. สังเกตลักษณะสี  จำนวนของสิ่งตกค้างที่ดูดออกมา  ในกรณีที่มีสารพิษหรือล้างเพื่อเตรียมการผ่าตัด ในขณะทำถ้าผู้ป่วยมีอาการเจ็บในท้อง  หรือมีเลือดปนออกมาแสดงว่ามีเลือดออกในกระเพาะอาหาร ต้องหยุดทำทันที  และรายงานให้แพทย์ทราบ  และในขณะล้างกระเพาะอาหารควรพูดและให้กำลังใจผู้ป่วยและจะต้องแน่ใจว่าขณะล้างกระเพาะอาหารนั้นสายจะไม่เลื่อนเข้าออกเพราะจะทำให้เพดานหลัง  (Pharynx)  เกิดการระคายเคืองทำให้เกิดอาการขย้อนและอาเจียนได้  หลังจากล้างกระเพาะอาหารสะอาดแล้วอาจดึงสายออกได้เลยหรือใส่สารดูดพิษ เช่น Activated  charcoal  เข้าไปเพื่อลดอัตราการดูดซึมสารพิษที่ยังเหลือตกค้างบางส่วนเข้าสู่ร่างกายหรือใส่ยาระบายผสมน้ำเกลือนอร์มัลเข้าไปเพื่อเร่งให้มีการขับสารพิษออกจากทางเดินอาหารให้เร็วที่สุดก็ได้                               

11.  เก็บอุปกรณ์ไปล้างทำความสะอาด                               

12.  ล้างมือให้สะอาด                               

13.  บันทึกในแผ่นบันทึกการพยาบาลเกี่ยวกับ  ลักษณะ  สี  จำนวนน้ำยาที่ใส่  และจำนวนสิ่งตกค้างที่ดูดออกมา  รวมทั้งความรู้สึกของผู้ป่วย  

             

ข้อห้ามในการล้างกระเพาะอาหาร                               

1.  ห้ามล้างกระเพาะอาหารในผู้ป่วยที่กินสารพิษประเภทกัดกร่อนอย่างแรง (strong corrosive)  เพราะการใส่สายเข้าไปในหลอดอาหารอาจทำให้เกิดบาดแผลหรือทะลุได้  หรือเกิดการขย้อนสารพิษขึ้นมาทำลายหลอดอาหารซึ่งมีการทำลายอยู่ก่อนแล้วให้เพิ่มมากขึ้น  ควรปล่อยให้สารพิษเหล่านั้นอยู่ในกระเพาะอาหารและหาวิธีการรักษาให้เหมาะสมต่อไป                               

2.  สารพิษพวกไอระเหย  เช่น น้ำมันรถยนต์  ไอระเหยจะระคายเคืองต่อปอดอย่างรุนแรงเมื่อสูดดมเข้าไป  จึงควรปล่อยให้อยู่ในกระเพาะอาหาร  และหาวิธีการรักษาที่เหมาะสมต่อไป                               

3.  ในกรณีที่กินยานอนหลับ (barbiturate)  เกินขนาด  การล้างกระเพาะอาหารอาจไม่ได้ผล  และยังทำใหการดูดซึมของยาเร็วขึ้น  เนื่องจากน้ำที่ใส่เข้าไปล้างทำให้ยาเจือจางขึ้น                               

4.  ในกรณีที่กินยานอนหลับ (barbiturate)  ไม่ควรทำการล้างกระเพาะอาหาร เพราะการใส่สายเข้าไปจะกระตุ้นให้ทางเดินอาหารเกร็งตัวตีบแคบลง    

           

ข้อควรคำนึงในการล้างกระเพาะอาหาร                               

1.  การล้างกระเพาะอาหารอาจมีภาวะแทรกซ้อนเกิดขึ้นได้  เช่น  เกิดบาดแผล มีเลือดออกในกระเพาะอาหาร  สำลักสิ่งที่ออกมาจากกระเพาะอาหาร                               

2.  ขณะที่ทำการล้างกระเพาะอาหาร  ถ้ามีเลือดออกต้องหยุดทำทันที                               

3.  หมั่นตรวจสอบสัญญาณชีพและอาการทั่วไปของผู้ป่วยตลอดเวลา                               

4.  ในกรณีใช้เครื่องดูดเสมหะระบบสุญญากาศจะต้องพร้อมที่จะใช้ได้เสมอ  เพราะสายยางที่ใส่ทางปากมักทำให้ผู้ป่วยมีอาการหลั่งสิ่งขับหลั่งออกมาก